|
สรุปภาวะเศรษฐกิจภาคใต้ปี
2543 และแนวโน้มปี 2544
ภาวะเศรษฐกิจของภาคใต้ในปี 2543
ในปี 2543 ภาวะเศรษฐกิจการเงินโดยรวมของภาคใต้ขยายตัวต่อเนื่องจากปลายปี
2542 แม้ว่าในช่วงต้นปีการขยายตัวจะไม่เด่นชัดนัก เนื่องจากมีปัญหาความไม่แน่ใจเรื่อง
Y2K และผลกระทบจากระบบคอมพิวเตอร์ ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 ทำให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเลื่อนการเดินทางออกไปเพราะไม่มั่นใจในการใช้บริการของสายการบิน
การใช้บริการของระบบสื่อสาร รวมตลอดถึงการเบิกจ่ายและการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต
แต่ต่อมาเศรษฐกิจได้ขยายตัวดีขึ้นเป็นลำดับ ด้วยแรงหนุนจากการท่องเที่ยว
การส่งออกสินค้าทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ราคายางพาราที่ดีขึ้น การขยายการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
การลงทุนและการค้า แต่อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนพฤศจิกายน ได้เกิดอุทกภัยในหลายจังหวัด
เช่น สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี เป็นต้น โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่
จังหวัดสงขลา ได้ประสบภัยเสียหายมากทั้งภาคการผลิต การค้า การท่องเที่ยว
และภาคการเงินการธนาคาร ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าที่คาดไว้
ภาคการเกษตร
ในช่วงต้นของไตรมาสแรกต่อเนื่องถึงกลางปีมีผลไม้ออกสู่ตลาด เช่น ทุเรียน
เงาะ มังคุด ลางสาด และลองกอง ซึ่งเป็นการออกผลผิดฤดู ทำให้ราคาผลผลิคอยู่ในเกณฑ์ดี
ส่วนพืชผลอื่นๆผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องตามฤดูกาล ทั้งข้าว ยางพารา
ปาล์มน้ำมัน และกาแฟ เพียงแต่ปริมาณผลผลิตน้ำมันปาล์มลดลงจากปีก่อน และคุณภาพผลผลิตกาแฟลดลง
ทางด้านราคาผลผลิตการเกษตรส่วนใหญ่ราคาลดลงจากปีก่อน ยกเว้นยางพาราซึ่งราคาขยับเพิ่มขึ้น
เพราะได้รับผลดีจากการที่ผู้ส่งออกสามารถทำสัญญาจำหน่ายยางพาราได้ในราคาที่สูงกว่าปีก่อน
ยางพารา
การผลิตยังมีออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องตามฤดูกาล ขณะที่ราคายางพาราขยับเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันกับปีก่อน
เพราะได้รับผลดีจากการที่ผู้ส่งออกสามารถทำสัญญาจำหน่ายยางพาราได้ในราคาที่สูงกว่าปีก่อน
ซึ่งเป็นผลทั้งจากอุปสงค์และสถานการณ์น้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เป็นปัจจัยแปรผันต่อราคายางธรรมชาติในตลาดโลก
นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าจากการที่ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ได้หารือร่วมกันที่จะจัดตั้งกองทุนเพื่อพยุงราคายางพารา สำหรับรับซื้อยางพาราจากองค์การยางธรรมชาติระหว่างประเทศ
( INRO ) ที่กำหนดระบายสต๊อก จำนวน 138,296 เมตริกตัน ให้หมดภายใน 18
เดือน ( สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2544 ) นั้น ส่งผลให้ราคายางที่เกษตรกรขายได้ไม่ต่ำกว่าเมื่อปีก่อน
สำหรับราคายางแผ่นดิบชั้น 3 ในปีนี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 23.37 บาท เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ
19.76 บาท เมื่อปีก่อนร้อยละ 18.3
ปาล์มน้ำมัน
ผลผลิตปาล์มในปีนี้มีจำนวนไม่มากกว่าปีก่อน เนื่องจากเมื่อปี 2542 นั้น
ต้นปาล์มเลื่อนฤดูกาลผลิตและให้ผลผลิตมากกว่าปกติ ส่วนทางด้านความเคลื่อนไหวของราคาผลปาล์มนั้น
แม้ว่าได้มีการแทรกแซงราคาจากทางการ และทางการได้ขยายระยะเวลาโครงการแทรกแซงราคาผลปาล์มภายในประเทศโดยองค์การคลังสินค้าเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
2542 ถึง มกราคม 2543 ไปสิ้นสุดเดือนสิงหาคม 2543 ก็ตาม แต่ราคาผลปาล์มยังคงเคลื่อนไหวในระดับต่ำเนื่องจากปริมาณสินค้าในสต๊อกยังมีเหลืออีกมาก
สำหรับราคาผลปาล์มทั้งทลายในปีนี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 1.93 บาท เทียบกับกิโลกรัมละ
2.47 บาท เมื่อปีก่อนลดลงร้อยละ 21.9
กาแฟ
มีรายงานจากสำนักรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร กรมการค้าภายในว่า ในฤดูกาลผลิตปี
2542/43 ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนมีผลผลิตรวมทั้งประเทศ 80,293 เมตริกตัน
เพิ่มขึ้นจากจำนวน 54,871 เมตริกตัน เมื่อฤดูกาลผลิต 2541/42 ร้อยละ
42.3 และเป็นที่น่าสังเกตว่าผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ในปีนี้มีคุณภาพด้อยกว่าเมื่อปีก่อน
ข้าว
การผลิตข้าวนาปีในฤดูกาลผลิต 2542/43 ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนมีผลผลิตไม่มากนัก
ขณะที่พื้นที่ปลูกในบริเวณภาคใต้ตอนล่าง เช่น จังหวัดพัทลุงนั้น สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว
ขณะเดียวกันเนื่องจากผลผลิตข้าวเปลือกมีความชื้นสูง อีกทั้งปัญหาราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของโรงสีจึงส่งผลให้โรงสีรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคาที่ไม่สูงนัก
ประมงทะเล
ตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อนต่อเนื่องถึงในปีนี้ การทำประมงทะเลได้ประสบกับปัญหาหลายประการ
อาทิ การทำประมงร่วมกับประเทศเมียนมาร์มีอุปสรรคจากการที่เมียนมาร์ยกเลิกสัมปทานการทำประมงในเขตน่านน้ำเมียนมาร์
และปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจึงหันไปทำประมงในบริเวณภาคใต้ตอนล่าง
รวมถึงในเขตน่านน้ำอินโดนีเซีย มาเลเซีย ทั้งๆที่ยังมีภาวะความเสี่ยงภัยสูงก็ตาม
กุ้งกุลาดำ
ในการผลิตกุ้งกุลาดำนั้นเกษตรกรยังคงประสบปัญหาโรคระบาด ดังนั้นเกษตรกรจึงควรหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโดยการจับกุ้งขนาดเล็กกว่าเดิมออกจำหน่าย
ทำให้ในช่วงกลางปีราคากุ้ง
เคลื่อนไหวในเกณฑ์สูง เพราะตลาดยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง
ปศุสัตว์
ผลิตภัณฑ์จากภาคปศุสัตว์เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลผลิตทั้งจากภายในภาคใต้และจากการระบายผลผลิตมาจากภาคกลาง
ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์จากภาคปศุสัตว์อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ค่อยดีนัก
ภาคอุตสาหกรรม
การผลิตและการค้าของภาคอุตสาหกรรมยังคงดำเนินไปได้ดี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางและอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง
เหมืองแร่ดีบุก
การผลิตสินแร่ดีบุกของภาคใต้ยังลดลง เนื่องจากราคาสินแร่ดีบุกยังคงอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
ไม่จูงใจในการขยายการลงทุนทำเหมืองแร่ดีบุก เพราะต้นทุนการทำเหมืองแร่ดีบุกจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก
ประกอบกับขณะนี้มีกระแสการอนุรักษ์ธรรมชาติต่อต้านคัดค้านเพื่อสงวนทรัพยากรธรรมชาติไว้สำหรับหารท่องเที่ยว
ดังนั้นธุรกิจที่ดำเนินงานอยู่ในปัจจุบันจึงมีเพียงธุรกิจซึ่งเคยทำเหมืองแร่มาแต่ดั้งเดิม
สำหรับผลผลิตแร่ดีบุกซึ่งผลิตได้ในปีนี้มีทั้งสิ้น 2,379.7 เมตริกตัน
ลดลงจากจำนวน 3,349.7 เมตริกตัน เมื่อปีก่อนร้อยละ 29.0
ส่วนทางด้านการผลิตโลหะดีบุกนั้นยังคงสามารถดำเนินงานไปได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้โดยโรงงานถลุงแร่สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยการนำเข้าวัตถุดิบสินแร่จากต่างประเทศเข้ามาทดแทน
เพื่อนำมาถลุงเป็นโลหะดีบุกแล้วส่งจำหน่ายตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ในปีนี้โรงงานถลุงแร่สามารถผลิตโลหะดีบุกได้ทั้งสิ้น
16,961.2 เมตริกตัน ลดลงจากจำนวน 17,331.3 เมตริกตัน เมื่อปีก่อนร้อยละ
2.1 ในจำนวนดังกล่าวสามรถส่งออกได้ทั้งสิ้น 12,314 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่า
2,408.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 และร้อยละ 12.0 ตามลำดับ สำหรับความเคลื่อนไหวตามราคานั้น
ราคาสินแร่ดีบุกกิโลกรัมละ 151.04 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 และราคาส่งออกโลหะดีบุกเฉลี่ยกิโลกรัมละ
219.10 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 ตามลำดับ
เหมืองแร่ยิปซั่ม
ในปีนี้มีผลผลิตแร่ยิปซั่ม 4,130,628.5 เมตริกตัน เพิ่มขึ้นจากจำนวน
3,418,365.0 เมตริกตัน เมื่อปีก่อนร้อยละ 20.8 ทั้งนี้ การผลิตและจำหน่ายยังผูกพันโดยตรงกับตลาดญี่ปุ่นเป็นสำคัญ
ระดับราคายังอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก หากเป็นไปได้รัฐบาลควรจะมีการจำกัดการส่งออกเพื่อสงวนทรัพยากรของชาติไว้
อุตสาหกรรมยางพารา
ในปี 2543 นั้น ธุรกรรมการผลิต การค้า และการส่งออกของอุตสาหกรรมยางพาราแจ่มใสทุกประเภท
ทั้งยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง ไม้ยางพาราแปรรูป น้ำยางข้น และถุงมือยาง
ทั้งนี้เพราะในช่วงต้นปีลูกค้าในตลาดต่างประเทศหลายแห่งซึ่งเคยทำธุรกิจกับผู้ส่งออกของอินโดนีเซียได้เปลี่ยนมาสั่งซื้อสินค้าจากไทยทดแทน
เนื่องจากไม่มั่นใจในสถนการณ์ภายในของประเทศอินโดนีเซีย ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังสามารถทำสัญญาจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงกว่าปีก่อนอีกด้วย
จึงช่วยดึงให้มูลค่าส่งออกสินค้ายางแผ่นรมควันและยางแท่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ตลาดทางมาเลเซียได้เพิ่มความต้องการน้ำยางข้นและถุงมือยางมากขึ้น
เนื่องจากทางมาเลเซียได้เปลี่ยนแปลงพื้นที่โดยหันไปปลูกปาล์มน้ำมันทดแทนยางพารา
จึงทำให้ขาดวัตถุดิบ ส่วนทางด้านไม้ยางพาราแปรรูปนั้นการผลิตและการค้ายังขยายตัวมาก
เนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงและมีการขยายตลาดจากญี่ปุ่นไปสหรัฐอเมริกา
และอิตาลีด้วย พร้อมกับมีการปรับปรุงคุณภาพและรูปแบบผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด
อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม
ความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในปีนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าราคาสินค้าน้ำมันปาล์มอ่อนตัวลงจากปีก่อนมาก
ทั้งๆที่มีผลผลิตน้อย ทั้งน้ำเพราะมีปัจจัยต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องหลายประการ
คือ
1. ปริมาณสต๊อกของโรงงานกลั่นน้ำมันปาล์มภายในประเทศยังคงมีเหลืออีกมาก
เนื่องจากการที่เมื่อปี 2542 ต้นปาล์มให้ผลผลิตมากกว่าปกติ
2. มีการขนย้ายสินค้าน้ำมันปาล์มตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย เพราะทางมาเลเซียมีสต๊อกเหลือมากเช่นกัน
ขณะเดียวกันตลาดต่างประเทศซึ่งมาเลเซียเคยส่งออกถูกทางผู้ประกอบการของอินโดนีเซียแข่งขันตัดราคาจำหน่าย
จึงทำให้ราคาน้ำมันปาล์มในมาเลเซียลดลงและจูงใจให้มีการขนย้ายสินค้าเข้ามาจำหน่ายบริเวณแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย
3. มีสินค้าน้ำมันถั่วเหลืองเข้ามาแข่งขันในตลาดน้ำมันพืช เพราะในช่วงที่ผ่านมาราคาถั่วเหลืองตกต่ำลง
ทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนและแข่งขันกับสินค้าน้ำมันพืชซึ่งผลิตจากปาล์มได้มาก
สำหรับราคาน้ำมันปาล์มดิบในปีนี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 12.94 บาท ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ
19.13 บาท ของเมื่อปีก่อนร้อยละ 32.4
อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง
ในปีนี้แม้ว่าโรงงานจะประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบที่มีคุณภาพ( ชนิด ขนาด
และความสด ) ตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ เนื่องจากการทำประมงทะเลในน่านน้ำประเทศเมียนมาร์งดให้สัมปทาน
แต่ผู้ประกอบการสามารถแก้ไขปัญหาโดยหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น เช่น จากอินโดนีเซีย
มาเลเซีย และเวียดนาม ทดแทน นอกจากนี้ยังใช้วัตถุดิบกุ้งกุลาดำในประเทศทดแทน
ทั้งนี้เพราะตลาดต่างประเทศทั้งสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง
ปริมาณการส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งในปีนี่มีจำนวนทั้งสิ้น 258,954.7 เมตริกตัน
คิดเป็นมูลค่ารวม 20,815.9 ล้านบาท เทียบกับปริมาณ 254,321.4 เมตริกตัน
และมูลค่า 19,18.4 ล้านบาทเมื่อปีก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 และ ร้อยละ
8.5 ตามลำดับ
อุตสาหกรรมอาหารทะเลกระป๋อง
ในปีนี้ธุรกรรมการผลิตและการค้าลดลงอย่างเป็นที่น่าสังเกต ทั้งนี้ความต้องการของตลาด
( Demand ) ลดลง ทั้งๆที่ราคาสินค้าลดลงเช่นเดียวกัน ทางด้านการส่งออกอาหารทะเลกระป๋องในปีนี้มีทั้งสิ้น
122,676.5 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่า 9,269.8 ล้านบาท เทียบกับปริมาณ 132,178.8
เมตริกตัน และมูลค่า 10,131.3 ล้านบาท เมื่อปีก่อนลดลงร้อยละ 7.2 และร้อยละ
8.5 ตามลำดับ
จากการประมวลปัญหา ข้อจำกัดของธุรกิจอาหารทะเลกระป๋องนั้น ประกอบด้วย
1. มีประเด็นข้อกีดกันทางการค้า โดยอ้างว่าสินค้าอาหารทะเลกระป๋องมีสารปนเปื้อนจากน้ำมันถั่วเหลือง
GMO
2. สันนิษฐานว่า ได้มีแหล่งผลิตใหม่เข้ามาแข่งขันในตลาด เช่น การขยายกำลังการผลิตของคู่แข่งขัน
หรือมีการสร้างโรงงานใหม่ ดังนั้นแม้ว่าราคาสินค้าลดต่ำลงยังทำให้ปริมาณธุรกรรมน้อยลงด้วย
ทั้งๆที่อาหารกระป๋องเป็นสินค้าที่จำเป็น เป็นสินค้าบริโภคซึ่งใช้แล้วหมดไป
และตลาดยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง
3. มีกระแสข่าวว่า ผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องในกลุ่ม EU ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล
ทำให้มีต้นทุนต่ำลงและสามารถเข้าไปแข่งขันในตลาดสหรัฐอเมริกาได้มากขึ้น
ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของไทยลดลง
ภาคการลงทุน
บรรยากาศของการลงทุนของเอกชนในปีนี้ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยเป็นการขยายคัวเพื่อรองรับธุรกรรมการส่งออกในธุรกิจเกี่ยวกับการผลผลิตผลิตภัณฑ์ยาง
การผลิตปาล์มน้ำมัน และการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ดังเห็นได้จากกิจการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในปีนี้มีจำนวน
97 ราย เงินลงทุน 12,473.5 ล้านบาท สามารถจ้างงานได้ 21,958 คน ขณะที่ปีก่อนมีกิจการได้รับอนุมัติจำนวน
66 ราย เงินลงทุน 7,926.3 ล้านบาท และสามารถจ้างงานได้ 14,357 คน โครงการที่ได้รับการส่งเสริมส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตผลิตภัณฑ์ยางในจังหวัดสงขลาและการผลิตน้ำมันปาล์มในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
การจดทะเบียนธุรกิจนิติบุคคลในปีนี้มีจำนวน 2,577 ราย เงินลงทุน 6,863.1
ล้านบาท เทียบกับปีก่อนเพิ่มขึ้น 327 ราย และ 2,2027 ล้านบาท เนื่องจากมีการจดทะเบียนธุรกิจเพื่อผลิตรถจักรยานยนต์และการขยายตัวของธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์
พื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างในเขตเทศบาลปีนี้รวมทั้งสิ้น 558,574
ตารางเมตร เทียบกับจำนวน 769,900 ตารางเมตร ปีก่อนเพิ่มขึ้น 115,674 ตารางเมตร
หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.0
ภาคการท่องเที่ยว
บรรยากาศการท่องเที่ยวในภาคใต้เริ่มแจ่มใสขึ้นตั้งแต่ประมาณปลายไตรมาสแรกเป็นต้นมา
หลังจากได้ผ่านพ้นช่วงที่นักท่องเที่ยวคลายกังวงในเรื่องปัญหา Y2K และธุรกิจการท่องเที่ยวได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง
อาทิ การเพิ่มเที่ยวบินและขยายเส้นทางบินขงอสายการบินจากต่างประเทศ ตลอดจนการจัดการประชุมนานชาติต่าง
ๆ เทศกาลต่าง ๆ ของไทย เช่น ตรุษจีน สงกรานต์ รวมถึงช่วงวันปิดภาคเรียนของมาเลเซียและสิงคโปร์
และวันหยุดของมาเลเซีย อาทิ วันชาติและวันแรงงานของมาเลเซีย ได้จูงใจให้นักท่องเที่ยวสนใจเดินทางเข้ามามากขึ้น
ดังเห็นได้จากสถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในภาคใต้ปีนี้มีจำนวน
2,068,517 คน เพิ่มขึ้นจากจำนวน 1,898,678 คน เมื่อปีก่อนร้อยละ 8.9 ทั้งนี้เป็นนักท่องเที่ยวมาเลเซียจำนวน
869,689 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 ชาวสิงคโปร์จำนวน 198,058 คน ลดลงร้อยละ
2.9 และชาติอื่น ๆ จำนวน 1,000,770 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.1
ภาคการค้า
การค้าในท้องถิ่น : ปริมาณการจำหน่ายยานพาหนะยังคงเพิ่มสูงขึ้นทุกประเภท
ดังเห็นได้จากสถิติการจดทะเบียนรถใหม่ในปีนี้ จำแนกเป็นรถยนต์นั่งจำนวนไม่เกิน
7 คน จำนวน 6,935 คัน เพิ่มขึ้น 1,984 คัน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจำนวน
16,408 คัน เพิ่มขึ้น 2,508 คัน และรถจักรยานยนต์จำนวน 125,352 คัน เพิ่มขึ้น
35,634 คัน ส่วนทางด้านการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคและบริโภคยังคงขยายตัวช้า
ๆ เนื่องจากประชาชนยังกังวลและไม่มั่นใจในการฟื้นตัวของสถานการณ์เศรษฐกิจ
และปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี
การค้าระหว่างประเทศ : จากผลของการขยายตัวของความต้องการในตลาดโลก
รวมถึงการอ่อนค่าลงของเงินบาท ได้ส่งผลให้ธุรกรรมการค่าส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน
ดังเห็นได้จากปริมาณสินค้าส่งออกผ่านด่านศุลกากรในภาคใต้ในปีนี้มีมูลค่า
156,471.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42,726.3 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.6
ตามลำดับ ทั้งนี้ มูลค่าส่งออกยางแผ่นรมควันแลละอาหารทะเลแช่แข็งเพิ่มขึ้นร้อยละ
27.7 และร้อยละ 8.5 ตามลำดับ ขณะที่มูลค่าสินค้าสินค้านำเข้าเท่ากับ 51,121.3
ล้านบาท ลดลง 6,755.9 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 11.7 ทั้งนี้เป็นผลมาจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาท
ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้า โดยเฉพาะสินค้าทุน ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์และสัตว์น้ำซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารกระป๋อง
ดัชนีราคา : อัตราเงินเฟ้อของภาคใต้โดยเฉลี่ยในปีนี้เท่ากับร้อยละ 1.7
และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามปัจจัยาคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และปัจจัยค่าเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้า โดยดัชนีราคาสินค้าในหมวดอื่นๆที่มิใช่อาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้น
ตามการเพิ่มของค่าสาธารณูปโภค ยานพาหนะ การขนส่ง ค่าตรวจรักษาและยารักษาโรค
ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวลดลง จากการลดลงของราคาไข่และผลิตภัณฑ์นม
และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสำคัญ
ภาคการจ้างงาน
ในปีนี้ภาวะการจ้างงานของภาคใต้ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางการขยายตัวของการลงทุน
ตามโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ( BOI ) ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นมากประกอบด้วย
ธุรกิจค้ารถยนต์ อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา
อุตสาหกรรมการแปรรูปสัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันปาล์ม สำหรับในปีนี้มีตำแหน่งงานว่าง
90,410 ตำแหน่ง ผู้สมัครงาน 39,143 คน และสามารถบรรจุได้ 12,100 คน ขณะที่เมื่อปีก่อนมีตำแหน่งงานว่าง
57,727 ตำแหน่ง ผู้สมัครงาน 40,053 คน และสามรถบรรจุได้ 14,657 คน ความต้องการแรงงานในปีนี้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานระดับล่าง
ในภาคการเกษตร ประมง การค้า เป็นต้น
ภาคการคลัง
ทางด้านการคลัง การเบิกจ่ายเงินงบประมาณของส่วนราชการต่างๆในภาคใต้ ในปีนี้มีจำนวน
80,261.8 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 3.0 โดยส่วนใหญ่เป็นการเบิกจ่ายในงบรายจ่ายประจำตามโครงสร้างของงบประมาณปี
2543 อย่างไรก็ตามการลงทุนภาครัฐก็ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น การก่อสร้างถนน
4 ช่องจราจร อาคารสำนักงานของส่วนราชการต่างๆ เป็นต้น
ส่วนทางด้ายรายได้ในปีนี้มีจำนวน 12,198.3 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ
12.5 ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการที่รัฐบาลได้ปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ
10 เป็นร้อยละ 7 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2543 โดยหากจะพิจารณาตามประเภทของภาษี
พบว่าภาษีสรรพากรจัดเก็บได้ 10,197.7 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.7 ภาษีสรรพสามิตจัดเก็บได้
940.4 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 54.7 สาเหตุสำคัญมาจากนโยบายการเปิดเสรีเหล้า
ผู้ประกอบจึงเร่งผลิตเหล้าขาวเพื่อสต๊อกไว้เป็นจำนวนมากในปีก่อน ส่งผลให้มีการจัดเก็บภาษีสุราได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ส่วนภาษีศุลกากรจัดเก็บได้ 1,060.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.6 ตามการจัดเก็บภาษีส่งออกไม้ยางพาราได้เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ
อนึ่ง สำหรับมาตรการด้านการคลังที่สำคัญของรัฐบาลนี้ได้แก่ การขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไปอีก
6 เดือนจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2544 อย่างไรก็ตามจะไม่กระทบต่อการประมาณรายได้ของปีงบประมาณ
2544 เนื่องจากใช้อัตราร้อยละ 7 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว
ภาคการเงินการธนาคาร
ธุรกรรมทางด้านการเงินการธนาคารในภาคใต้ยังคงอยู่ในภาวะซบเซา เนื่องจากความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะการมีปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเข้ามากระทบ
ขณะเดียวกันการแก้ไขปัญหาเดิมของระบบสถาบันการเงิน นั่นก้อคือปัญหาสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
( NPL ) ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร นอกจากนั้นการลงทุนในโครงการใหม่ๆก็เกิดขึ้นน้อยมาก
จากการชะลอและเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน มีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจในภาคใต้ยังคงขยายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินสดรับจ่ายที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
สำนักงานภาคใต้ และผู้แทน ฯ ขยายตัว ในส่วนของปริมาณเงินสดที่จ่ายตลอดปีนี้มีจำนวน
162,098.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 6.2 ขณะที่เงินสดรับมีจำนวน
152,732.8 ล้านบา เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.3 ส่วนทางด้านการใช้เช็คผ่านสำนักหักบัญชีในภาคใต้มีจำนวน
4,729,251 ฉบับ มูลค่า 397,003.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ
3.6 และ 4.7 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนมูลค่าเช็คคืนต่อเช็ครับเข้าอยู่ในอัตราร้อยละ
1.3 ต่ำกว่าร้อยละ 1.6 ในปีก่อน
ทางด้านการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงอย่างต่อเนื่อง
เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย เนื่องจากไม่สามารถขยายสินเชื่อได้ ส่งผลให้มีสภาพคล่องล้นระบบธนาคาร
โดยในส่วนของภาคใต้มียอดเงินฝากคงค้าง ณ สิ้นปีนี้มีจำนวน 249,133.2 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 7.1 ทั้งนี้เนื่องจากทางเลือกการออมของประชาชนมีน้อย
ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะต่ำ ประชาชนก็ยังฝากเงินกันธนาคาร ส่วนทางด้านสินเชื่ออยู่ในภาวะชะลอตัว
เนื่องจากธนาคารเพิ่มความระมัดระวังและเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นเพราะกลัว
NPL ใหม่ โดยมียอดสินเชื่อคงค้างจำนวน 168,402.2 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ
15.2
ทางด้านสำนักงานอำนวยสินเชื่อ ซึ่งเปิดดำเนินการจำนวน 9 สำนักงาน มียอดให้กู้ยืมคงค้างจำนวน
4,017.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 152.9 เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี
ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจถึงแม้จะมีสัดส่วนสินเชื่อไม่มากนัก
ในด้านธุรกิจหลักทรัพย์ ยังอยู่ในภาวะซบเซาเนื่องจากหลักทรัพย์ของตลาดคือ
กลุ่มสถาบันการเงิน มีผลประกอบการที่ไม่ดี ส่งผลให้การซื้อขายหลักทรัพย์ในภาคใต้
ในปีนี้มีมูลค่าลดลง โดยมีมูลค่ารวม 78,389.3 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ
46.4
แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจภาคใต้ปี 25434
ในปี 2544 การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ประกอบกับสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ชัดเจน
ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคนี้ ทั้งนี้ในภาคการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของภาคใต้อาจจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงจากปีก่อน
โดยเฉพาะยางพารา ผลิตภัณฑ์จากยางพาราและสินค้าในกลุ่มอาหาร อาทิ อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป
เป็นต้น
นอกจากนั้นราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูงซึ่งมีผลการทบต่อต้นทุนการผลิตและกำลังซื้อของประชาชน
ปัญหาเรื่องการแก้ไขหนี้ NPL ของสถาบันการเงิน ความไม่แน่นอนทางการเมืองซึ่งอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนที่ยังรอความชัดเจนของนโยบาย
และผลกระทบจากภาวะอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนก็ยังนับเป็นปัจจัยเชิงลบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี
2544
อย่างไรก็ตามในส่วนของปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจของภาคใต้สามารถขยายตัวได้แก่
อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มต่ำ เนื่องจากสถาบันการเงินมีสภาพคล่องสูง
รวมถึงความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีผลทำให้ NPL ลดลงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้นค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง ทำให้สินค้าส่งออกของภาคใต้มีศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกดีขึ้น
และยังเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอีกเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปี 2544
เพื่อมิให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงเร็วเกินไปนั้น อาจเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อีกระดับหนึ่ง
สรุป :
2539 | 2540 | 2541
| 2542 | 2543
IMT-GT Studies Center(Thailand), Prince of Songkla
University. |